พลังของจิต …แต่มีสติยิ่งดี

ฉันเป็นคนสนใจเรื่องพลังของจิตมาก เคยดูรายการทอล์คโชว์รายการหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ที่ว่ามีอาจารย์คนหนึ่งที่เชี่ยวชาญด้านสั่งจิต มาพูดคุยในรายการ และเรียกน้องนักศึกษาที่อยู่ในห้องส่งขึ้นมาบนเวที แล้วอาจารย์ท่านนั้นก็สั่งจิตน้องคนนั้น แล้วน้องตัวแข็งทื่อ จนคนอื่นมายกตัวน้องขึ้นมาเหมือนแท่งไม้ได้ ซึ่งก็น่าสงสัยว่ามีการเตี๊ยมกันหรือเปล่า หรือน้องเกร็งตัวเก่ง ความสงสัยนี้ก็จบลง เมื่อฉันได้เข้าไปเรียนคอร์สสะกดจิตกับอาจารย์ท่านหนึ่ง

คอร์สนั้นสอนเรื่องทฤษฎีช่วงเช้า และมี workshopในช่วงบ่าย ช่วงเรียนทฤษฎีฉันจำอะไรไม่ค่อยได้ที่เป็นบรรยายคลื่นสมองแบบต่างๆ อัลฟ่า เบต้า ทีต้า เดลต้า อะไรประมาณนี้ พอช่วงบ่ายเป็นกิจกรรมต่างๆ ตอนเข้าร่วม workshop ฉันวางใจว่า ถ้าเค้าให้ทำอะไรก็จะลองทำ เพราะความอยากรู้เรื่องนี้ว่าเป็นจริงหรือเปล่า เลยไม่ฝืน ไม่คัดค้าน ไม่สงสัยใดๆ เรียกได้ว่าทำใจเชื่อเต็มที่

อันที่ฉันจำได้คือมีกิจกรรมหนึ่งอาจารย์ให้หลับตา ทำใจให้สงบ แล้วอาจารย์ก็จะใช้คำพูดตามหลักการที่ใช้ในการสั่งจิตคือค่อยๆจูงใจให้นึกภาพตาม อาจารย์ให้เรานึกถึงเสาหินต้นที่เราชอบที่สุด นึกภาพให้ชัดๆ ให้ชัดที่สุด และต่อมาให้เราจินตนาการว่าเราเป็นเสาหินต้นนั้นที่หนักแน่นมั่นคง หนักแน่นมั่นคง (อาจารย์จะพูดซ้ำๆ) ฉันก็ทำตามโดยคิดถึงเสาหินต้นที่อยู่หน้าตึกโรงเรียนประถม ต้นที่่ฉันชอบมองดูสมัยเด็กๆ แล้วพอภาพชัดแล้ว ฉันก็จินตนาการตามที่อาจารย์พูดนำ คือคิดว่าเราเป็นเสาหินต้นนั้น ถามว่าตอนนั้นมีสติไหม บอกเลยว่ามี (เพราะที่ฉันคิดมาก่อน คือคนถูกสะกดจิตต้องไม่มีสติเลย) แต่ฉันสร้างความเชื่อขึ้นมาว่าฉันเป็นเสาหินโดยไม่ลังเลสงสัย ฉันรู้สึกตัวค่อยๆแข็งขึ้นเรื่อยๆ หนักแน่นมากขึ้นเรื่อย จนสักพักมีคนมาประคองฉันนอนลง ฉันก็รู้ว่ามีมือของคนประมาณ 3 คนมาประคอง ตัวฉันก็เอนลง จนราบกับพื้น แล้วอาจารย์ก็เริ่มพูดให้เกิดความผ่อนคลาย เป็นตัวของตัวเองไม่ใช่เสาหิน ตัวฉันก็รู้สึกนิ่มขึ้นจนแขนขาไม่แข็งทื่อเหมือนเมื่อกี้ พอลืมตาขึ้น อุ๊ต๊ะ มีฉันนอนอยู่บนพื้นกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง นอกนั้นยืนมุงรอบตัวฉันกับเพื่อน เป็นไทยมุงกันเลย^^

พอยืนขึ้นฉันเลยถามคนที่ยืนข้างๆว่าทำไมลุกเร็วจัง เหลือฉันนอนอยู่กับเพื่อน 2 คน เขาเลยบอกว่าเขาทำไม่ได้ เขานึกภาพเสาหินที่ชอบออก แต่พออาจารย์ให้รู้สึกตัวเองเป็นเสาหินต้นนั้น เขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นเสาหินจริงๆ เขาสงสัยว่ามันจะเป็นไปได้ไง เขาบอกว่าก็พยายามคิดแล้วแต่ใจลึกๆมันไม่เชื่อ ตัวเลยนิ่มเหมือนเดิม อาจารย์เลยให้ออกมายืนรอบๆเนี่ยแหละ แต่เขาเห็นฉันตัวแข็งทือเลย ผู้ช่วยอาจารย์เลยรีบมาประคอง แล้วก็เป็นอย่างที่เห็นเนี่ยแหละ อืม ฉันสั่งจิตตัวเองได้หรือนี่

อีกกิจกรรมหนึ่งคือการยกตัวคนตัวใหญ่ๆที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ และให้เพื่อนร่วมอบรมผู้หญิงตัวเล็กๆ 4 คน ซึ่งก็มีฉันอยู่ด้วย ทุกคนต้องเอามือซ้ายประสานกับมือขวาของตัวเองเหลือเพียงนิ้วชี้ทั้งสองข้างประกบกันชี้ออกไปข้างหน้า นิ้วอื่นงอประสานตามปกติ แล้วให้สองคนยืนอยู่บริเวณใกล้หัวไหล่ เอานิ้วชี้ที่ประกบกันสอดไปใต้รักแร้ของคนตัวใหญ่ที่นั่งอยู่ อีกสองคนคุกเข่าแล้วสอดนิ้วชี้เข้าไปที่ข้อพับใต้หัวเข่าของคนที่นั่ง แล้วอาจารย์ก็ให้จินตนาการว่ามือเราเป็นคีมเหล็กที่แข็งแรง ส่วนคนนั่งให้จินตนการว่าตัวเองเบาไม่มีน้ำหนัก ยกครั้งแรกปรากฎว่ายกไม่ได้ เพราะเพื่อนคนหนึ่งบอกว่ามันจะไปยกได้ไงอาจารย์ตัวเขาเบ้อเร่อ ส่วนคนนั่งก็บอกว่ามัวแต่สงสารคนที่มายก เพราะตัวเขาหนัก อาจารย์เลยให้ยกใหม่ ให้จินตนาการตามที่อาจารย์กล่าวนำ ไม่น่าเชื่อเลยครั้งนี้ยกขึ้นได้ เบาหวิวชูได้สุดมือเลย ถามว่าในฐานะคนยกไม่หนักหรือ ฉันรู้สึกแค่ว่ามีน้ำหนักแต่ไม่ได้มากอะไร เหมือนประมาณสักครึ่งกิโลกรัมเท่านั้นเอง

กิจกรรมจริงๆยังมีมากกว่านี้ มีการแกว่งลูกตุ้มด้วยการจ้องมอง และกิจกรรมเล็กๆอื่นๆอีก ฉันจำไม่ค่อยได้ แต่สิ่งที่ได้จากคอร์สนี้ก็คือ การสั่งจิต(สมัยก่อนมักเรียกสะกดจิต) คือ คนที่จุะถูกสั่งจิต หรือสั่งจิตตัวเองได้ จะต้องมีการจินตนาการเห็นภาพได้ชัดเจน และมีความเชื่อโดยไม่ลังเลสงสัยใดๆ แล้วพลังของจิตที่ไม่แตกกระจายตามความคิดฟุ้งซ่าน เป็นพลังของการโฟกัสรวมเป็นหนึ่ง ไปในสิ่งที่เชื่อเพียงอย่างเดียว จึงมีพละกำลังมาก มากกว่าที่เราจะคาดคะเนได้

จากที่ฉันเคยอ่านประวัติของผู้ประดิษฐ์คิดค้นที่ยิ่งใหญ่ หรือ นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จระดับโลก ก็พบว่าที่คนเหล่านี้ทำในสิ่งที่คนทั่วไปทำได้ยาก เป็นเพราะเขาเห็นภาพในอนาคตที่ชัดเจน และมีความเชื่อว่าตัวเองจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนโดยไม่ลังเลสงสัย อันเป็นการใช้พลังของจิตที่น่าเอาเป็นตัวเอย่างมากๆเลย (ว่าแล้วฉันก็จะต้องเอาสิ่งที่เรียนมา ไปใช้บ้าง^^) และฉันคิดว่าการใช้พลังของจิตก็ต้องระวังที่จะต้องมีสติสัมปชัญญะกำกับคือให้ทำแต่ในสิ่งที่เป็นความเจริญ ไม่ใช่ความเสื่อม หรือการหลอกลวงเอาประโยชน์จากผู้อื่นหรือทำลายล้างคนอื่น ทุกอย่างมีสองด้านจริงๆ