ยึดมั่นในความเป็นคนดี

มีครั้งหนึ่งฉันเดินจะไปต่อคิวซื้อคูปองที่ฟู้ดคอร์ตในห้างแถวบ้าน มีคนต่อคิวอยู่ 2 คนค่ะ ฉันก็กำลังจะเดินไปต่อเป็นคนที่ 3 แต่หางตาเห็นมีผู้ชายยืนอยู่คนหนึ่งห่างจากคนที่ 2 ประมาณเกือบสองเมตร ยืนติดกับกองสินค้าลดราคาแถวนั้น ฉันไม่แน่ใจ เลยถามเขาว่า ต่อคิวอยู่หรือเปล่าคะ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ไปแซงเขา แต่เขากลับพูดแบบให้คนแถวนั้นได้ยินทั่วๆกันว่า จะแซงใช่มั้ยเนี่ย

ฉันที่อารมณ์ดีเมื่อกี๊ถ้านับเป็นสกอร์ก็พุ่งจาก 0 ไปเป็น 100 เลยล่ะค่ะ ฉันโกรธขั้นสุด เลยตะโกนให้ได้ยินทั่วกันเหมือนกันว่า ถ้าจะแซงแล้วจะมาถามหาอะไรห้ะ ผู้ชายคนนั้นทำตาเหลือกแบบคาดไม่ถึงเลยค่ะ ฉันคิดเอาว่าเพราะบุคลิกของฉันค่ะ ถ้าคนไม่รู้จักจะว่าฉันเรียบร้อย เพราะเวลาทำอะไรฉันค่อนข้างระวังตัวที่จะไม่เอาเปรียบใคร ไม่พยายามทำให้ใครเดือดร้อนเพราะฉัน ผู้ชายคนนั้นที่พูดดังๆตอนแรกนั้นคิดว่า ฉันเป็นคนหงิมๆ เลยพูดใส่อารมณ์ข่มให้ฉันขายหน้า แล้วฉันคงต้องขอโทษขอโพยเขา หรือเดินหนีไป แต่คาดผิดซะแล้วล่ะค่ะ ฉันไม่เอาเปรียบใคร แต่อย่ามาแหยมกันเกินไป ฉันเอาคืนเหมือนกัน

ความโกรธของฉันยังคุกรุ่น การเดินห้างสุดโปรดของฉันเสียบรรยากาศเพราะคนคนนั้น ไม่มีอารมณ์ช้อปปิ้งต่อ เลยกลับบ้าน พอสติกลับมา(สติหายไปนานนนนเลยค่ะ แหะ) ฉันนึกถึงที่ครูบาอาจารย์ท่านเทศน์ให้ฟังว่า พอเรายึดอะไร เราจะทุกข์เพราะสิ่งนั้น ยิ่งยึดก็ยิ่งทุกข์

ฉันเองเป็นคนยึดมั่น ถือมั่นในความเป็นคนดีของฉันมากค่ะ ฉันตั้งไว้ในใจตลอดว่าฉันเป็นคนไม่เบียดเบียนใคร ฉะนั้น เมื่อผู้ชายคนนั้นมากล่าวหาในสิ่งที่ฉันคิดว่าฉันดี เป็นจุดที่ฉันภูมิใจ ฉันก็เลยโกรธมาก เพราะยึดมั่นมากค่ะ จริงๆผู้ชายคนนั้นก็ให้บทเรียนที่ดีต่อฉันนะคะ กระทุ้งทำให้เห็นว่าฉันถือมั่นความเป็นคนดีมากแค่ไหน

ลองมาสังเกตกันนะคะ ว่าถ้าใครมาว่าอะไรเราแล้วเราโกรธมากๆนั่นก็คงเป็นสิ่งที่เรายึดมั่นมากๆนั่นเองล่ะค่ะ