Blog

ลักษณะพิเศษ

แนะนำแหล่งเรียนรู้

การพัฒนาตัวเอง
https://punnspace.com
เว็บนี้มีคอร์สดีๆและฟรีมากมายเลยค่ะ และมีคอร์สสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้ต่อยอดด้วยค่ะ


ปฏิเสธให้เป็น ดีทั้งกับตัวเองและผู้อื่น

ฉันเองชีวิตนี้ที่ผ่านมา แทบจะเรียกได้ว่าแทบจะไม่ปฏิเสธใครเลย แม้กับเหตุการณ์ที่ทำให้เราเสียเปรียบ หรือ เบียดเบียนตัวเองก็ตาม แต่เกมชีวิตก็ทำให้ฉันต้องกลับมาใคร่ครวญตัวเอง และเรียนรู้ที่จะฝีกตัวเองใหม่ในวัยที่แสนจะล่วงเลย

วันนี้เองที่ฉันรู้สึกผันผวนในใจ กับเรื่องราวของการไม่กล้าปฏิเสธของตัวฉันเอง เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อคืนมีลูกค้าต้องการชมอสังหาริมทรัพย์ที่ฉันโพสท์ขาย โดยส่งไลน์มานัดขอชม ฉันต้องทำนัดในกลุ่มไลน์ที่ทำงานด้วยกัน เพื่อให้ admin ลงนัดให้เช้าวันนี้ (ไม่สามารถ direct line ให้แอดมินรับทราบคนเดียวได้ จริงๆเป็นงานที่ทำงานแบบอิสระตัวใครตัวมัน แต่หัวหน้างานเดียวกัน แต่ละคนก็สามารถนำอสังหาฯที่พูลเป็นส่วนกลางนี้ไปขายได้ ขึ้นกับareaที่เราชอบ หรือที่ใกล้บ้านเรา และความชอบในทรัพย์นั้นว่าอยากขายหรือไม่ เพราะฉะนั้นทุกคนก็เป็นคู่แข่งกันไปโดยปริยาย)

หลังจากนั้นฉันก็เข้านอน ตื่นมาพร้อมกับไลน์ของน้องที่สนิทในกลุ่มที่ขออนุญาตตามติดไปดูการขายด้วย โดยบอกว่าจะไปช่วยขาย (เพราะพวกเราเป็นมือใหม่ ที่เข้าพร้อมๆกัน) ฉันนึกในใจ ฉันไม่ได้ต้องการให้ใครมาช่วย ฉันมั่นใจว่าฉันขายเองได้ เพราะได้ขายไปหลังหนึ่งแล้ว ถ้าเป็นคนอื่น หรือ สิ่งที่ควรจะเป็น ก็ควรจะปฏิเสธน้องเขาไป โดยหาเหตุผลร้อยแปดได้ แต่ฉันเองผู้ที่เพิ่งเริ่มเห็นโทษภัยของการปฏิเสธไม่เป็น (ฉันความรู้สึกช้าไปครึ่งศตวรรษ)กลับไม่กล้าปฏิเสธ ทั้งๆที่ตัวเขากำลังจะเอาทรัพย์หลังนั้นไปขายเช่นเดียวกัน หลังจากเห็นฉันโพสท์ขาย แล้วอยากขายบ้าง โดยบอกว่าอยู่ใกล้บ้านตัวเอง (ทั้งๆที่ทรัพย์คือบ้านหลังนี้อยู่ใน database ที่เป็นพูลกลางตั้งนาน)

แต่พอดี ลูกค้าโทรมาขอเลื่อนนัดก่อนฉันจะขับรถออกไปรอลูกค้าแป๊บเดียว เฮ่อ ค่อยยังชั่ว ความรู้สึกอึงอล ที่รู้สึกว่าเรายอมให้เขาเอาเปรียบ แล้วก็มาโมโหทั้งตัวเองและน้องเขา ก็ค่อยโล่งขึ้น ทำให้ฉันมาเขียนบทความนี้ขึ้น

การที่ครูบาอาจารย์บอกว่า จะละสิ่งใดได้ ต้องเห็นโทษภัยในสิ่งเหล่านั้นก่อน งั้นฉันขอทำตามครูบาอาจารย์ คือขอลิสท์โทษภัยของการปฏิเสธไม่เป็น ออกมาก่อน ดังนี้

-ทำให้เราสูญเสียสิ่งที่เราพึงมี พีงได้ อย่างถูกต้อง
การทุ่มเทลงแรงของเรา ก็เหมือนกับการดูแลทำนุบำรุงต้นไม้ เมื่อต้นไม้ให้ผล เราก็ควรจะได้รับผลอันชื่นใจของการทุ่มเทนั้นอย่างเต็มที่
การปฏิเสธไม่เป็น เท่ากับการลงแรงของเราสูญเปล่า กลับให้ผู้อื่นได้มาเก็บเกี่ยวพืชผลอันอุดมได้ โดยเราได้แต่มองตาปริบๆ ถือเป็นความโง่ที่เบียดเบียนตัวเองอย่างมาก ต่างจากการแบ่งปันด้วยความเมตตา ที่เราเต็มได้เก็บเกี่ยวสิ่งที่เราพึงมีพีงได้อย่างเพียงพอแล้ว แล้วแบ่งปันให้แก่ผู้อื่นด้วยจิตใจที่อิ่มเอิบ

-การปฏิเสธไม่เป็น เกิดจากการอยากให้ผู้อื่นยอมรับ
ถ้าใครจะยอมรับเรา โดยมีเงื่อนไขว่าต้องยอมให้เขาเบียดเบียน ก็อย่าไปคบเขาเลย
ใจเราที่อยากให้ผู้อื่นยอมรับ ก็เพราะเราไม่เห็นคุณค่าของตัวเองว่าคู่ควรกับสิ่งดีๆ ใจเราไม่ยอมรับตัวเอง ไม่ได้ให้เกียรติ ปกป้องตัวเองเพียงพอ

-การปฏิเสธไม่เป็น คือการปลูกฝังนิสัยการละทิ้งตัวเอง ละทิ้งเป้าหมาย ละทิ้งความสุข ละทิ้งคุณค่าของตัวเอง เห็นคนอื่น งานของคนอื่น ความสำเร็จของคนอื่น มีค่ากว่าของเรา
แล้วชีวิตนี้จะไม่สามารถยืนหยัดบรรลุเป้าหมายของตัวเองได้

-เป็นการปลูกฝังนิสัยที่ไม่ดีให้กับผู้เบียดเบียนเรา
อันนี้ไม่ต้องอธิบายเยอะ เจ็บคอ

ทีนี้มาถึงวิธีปฏิเสธ เวลาคนอื่นทำสิ่งที่เบียดเบียนเรา (อันนี้ลอกจากคนอื่นในเว็บหลากหลาย เพราะคิดไม่ออก)

1-ใช้คำชมเข้าช่วย (ทฤษฎีชมแล้วชิ่ง)
“ขอบคุณนะที่นึกถึงกัน แต่ไม่ดีกว่า” “ฟังดูดี แต่ยังไม่รับปากดีกว่า”

2-บอกเหตุผลตรงๆ (ทฤษฎีตรง)
“กำลังยุ่งๆอยู่เลย” “ไม่มีเวลาเลยช่วงนี้”

-ปฏิเสธสั้นๆแบบไม่มีเหตุผลประกอบ (ทฎษฎีขวาน)
“ขอโทษนะ คงไม่ได้” “ไม่ค่อยสะดวกอ่ะจ้ะ” “คงไห้ไปด้วยไม่ได้ ไม่สะดวกจ้ะ”

3-ปฏิเสธสิ่งหนึ่ง แต่เสนอตัวเข้าช่วยอีกอย่างหนึ่ง (ทฤษฎี อยากช่วยนะ แต่ช่วยอย่างอื่นแทน)
“พี่ไม่สะดวก แต่ถ้าจะให้พี่ไปเป็นเพื่อนตอนน้องเจอปัญหาเดียวกัน ก็โอเคเลย”

4-หาโอกาสครั้งต่อๆไป (ทฤษฎีโอกาสหน้า)
“ไว้โอกาสหน้าเนอะ ครั้งนี้ไม่สะดวกจริงๆ”
(แต่โอกาสหน้าคงต้องตอบรับ เพราะฉะนั้นวิธีนี้ไม่work เท่าไหร่ ถ้าเราไม่อยากไป ไม่อยากทำตลอดไป)

-เลี่ยงไปก่อน เหมือนกับว่ายังตัดสินใจไม่ได้ (ทฤษฎี ตอนนี้ไม่ได้)
“ไม่สะดวกรับปากตอนนี้ ขอโทษด้วยค่ะ”

5-ปฏิเสธและแนะนำคนอื่นให้ (ทฤษฎีปัดไปให้คนอื่น)
“อันนี้คงทำให้ไม่ได้ แต่เดี๋ยวจะไปถาม……ให้ นะ”

-ปฏิเสธ โดยอ้างคนอื่น (ทฤษฎีบุคคลที่สาม)
“ขอบคุณมากที่ชวน แต่วันนี้มีนัดแล้วกับ………..”

ุ6-ไม่ตกลง และไม่ปฏิเสธ (ทฤษฎี ขอเวลาคิด)
“ขอคิดก่อนนะ เดี๋ยวจะมาให้คำตอบทีหลัง”

ขอบคุณที่มากวนตะกอน

เคยได้ยินคนอื่น หรือ กระทั่งตัวเราเอง พูดว่า ชั้นปล่อยวางเรื่องนั้นได้ เรื่องนี้ได้ ฉันว่าเป็นไปได้ยากค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวฉันเอง เพราะฉันเองเพิ่งจะด่าเพื่อนร่วมถนน(ด่าในใจนะคะ) ทั้งๆที่ฉันเองคิดว่าฉันใจเย็นไปเยอะแล้วค่ะ

ฉันว่ากรุงเทพช่วงตั้งแต่โควิดระบาด มีคนขับมอเตอร์ไซค์มากขึ้นน่าจะ 5-6 เท่าเลยค่ะ ทำให้การขับรถ ซึ่งถือเป็นการพักผ่อนที่วิเศษมากในใจฉัน กลายเป็นช่วงน่าโมโหไปซะงั้น เพราะเวลาขับรถ ก็จะมีมอเตอร์ไซค์ลัดเลาะ ซึ่งก็เป็นปกติของเขา แต่ที่ไม่ปกติและแย่มากคือพวกที่ฝ่าฝืนกฎจราจร หรือขี่แบบตรูจะขี่ตามใจตรู (เช่น ตอนเลี้ยว มอเตอร์ไซค์อยู่เส้นเลน ระหว่างเลน 2 และ 3 นับจากขวามือ ฉันผู้ซึ่งอยู่เลน 2 (ถนนนั้นเป็นถนนใหญ่ ให้เลี้ยวขวาได้สองเลน) พี่มอเตอร์ไซค์ก็เลี้ยวปาดแบบเกือบตั้งฉาก จากริมซ้ายของฉันไปขวาสุดทันทีขณะอยู่กลางวงเลี้ยง เพื่อไปขี่เลียบเกาะกลางของถนน ทั้งๆเมื่อเลี้ยวเข้าถนนใหม่เป็นทางตรงอีกยาว มันน่าเตะไหมคะ อันนี้ฉันก็หงุดหงิดๆ

แต่ที่เป็นการกวนตะกอนอย่างแรงก็คือ มีแยกหนึ่งฉันอยู่ซ้ายสุด จะเลี้ยวซ้าย แต่เป็นไฟแดง ฉันก็ต้องรอจังหวะให้รถทางอื่นที่ไฟเขียวแล้วจะเลี้ยวเข้าถนนเดียวกัน ได้เลี้ยวไปก่อน ซึ่งถนนมันแคบ ฉันจึงต้องดูจังหวะให้ดีก่อนจึงจะเลี้ยว จะได้ไม่ไปเบียดเขา แต่ฉันได้ยินเสียงโหวกเหวกลั่นถนนตะโกนออกมา แล้วอีกแป๊บก็มีมอเตอร์ไซค์เลี้ยวจากด้านขวาของรถฉันปาดหน้าแบบจงใจ พร้อมกับหันมาด่าฉันประมาณว่าเลนเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด (กรูก็อยากเลี้ยวโว้ยยย แต่จังหวะมันไม่ได้) ฉันนี่โมโหพุ่งปรี๊ด เกือนตะโกนด่าบ้าง แต่ก็นึกได้ว่า ด่าไปฉันก็ได้ยินคนเดียวนี่หว่า เลยไม่ด่าออกมา^^

หลังจากหายโมโหแล้ว จึงพยายามหาแง่งามของเหตุการณ์นี้ (ฉันฝึกอยู่) ก็คือ ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ให้รู้ว่าตัวเองกำลังโมโห(ขาดสติ (สตังค์ด้วย)) และต้องขอบคุณเขา เพราะเขาคือผู้กวนตะกอนให้ฉันเห็นได้ชัด ว่าฉันยังมีอัตตาอยู่มาก ประมาณว่า มรึงด่ากรู มรึงด่ากรู ตัวกูของฉันนี่เข้มข้นมากค่ะ เลยเกิดการป้องกันตัวอย่างแรงกล้า คือการจะตะโกนด่ากลับ ให้รู้ว่ามรึงน่ะแหละไม่รู้เหตุการณ์จริงแล้วยังมาด่าฉัน (แต่ดีที่ยังไม่ตะโกนจริง แต่ในใจตะโกนดังมากกกก 55555)

ฉันเลยสรุปกับตัวเองได้ว่า แง่งาม หรือ แง่ที่เป็นประโยชน์ มีในทุกเหตุการณ์ ถ้าหาแง่งามยังไงก็หาไม่เจอ จะมีอยู่อีกอันหนึ่งที่มีแน่นอน คือ เราได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นั้นบ้าง และจะพัฒนาตัวเองอย่างไร (เพลง Live and learn แว่วเข้ามาในหัวทันที 555)

ดูตัวเองด้วยความเมตตา

ดูตัวเองเหมือนดูเด็กน้อยภายใน
เห็นเด็กน้อยทุกข์ สุข เศร้า โกรธ เหงา..
เราจึงควรคิด พูด ทำ กับตัวเองด้วยความเมตตา

เมตตาตัวเองก่อน

เมตตาตัวเองก่อน ใจดีกับตัวเองก่อน ให้ใจตัวเองดี และแผ่ความเมตตาไปถึงบุคคลและสิ่งรอบตัว

เป็นนักศึกษาแค่เพียงเครื่องแบบ

เพิ่งรู้ตัวว่าที่ผ่านมาเป็นนักศึกษาแค่เพียงเครื่องแบบ ส่วนใจไม่ได้เป็นนักศึกษาที่แท้จริง

สร้างความรู้สึกเต็มในใจ ด้วยความรู้สึกขอบคุณ

ต่อจากเรื่องที่แล้วนะคะ

หลังๆนี้ได้ยินในเรื่องของ gratitude ความรู้สึกขอบคุณ สำนึกในคุณค่า ซึ่งเดิมฉันก็ไม่ค่อยได้เห็นคำนี้เท่าไหร่ แต่พอรู้จักคำนี้ ฉันว่ามันเป็นคำที่ดีมากจริงๆ เพราะมันช่วยในการเปลี่ยนกรอบความคิดได้

อ่านเพิ่มเติม “สร้างความรู้สึกเต็มในใจ ด้วยความรู้สึกขอบคุณ”

ความรู้สึกขาดในวัยเด็ก

ในตอนเป็นเด็กเล็กๆนั้น เท่าที่จำได้ ฉันเป็นเด็กที่ร่าเริงสดใส รู้สึกมั่นใจในตัวเอง กล้าพูด กล้าแสดงออกแต่พอค่อยๆโตขึ้นกลับไม่เป็นเช่นนั้น

ตอนอยู่อนุบาลนั้น เหมือนฉันเคยได้ยินพ่อกับแม่คุยกันเรื่องค่าเทอม แล้วฉันก็รู้สึกว่า มันคงแพง คือดูจากสีหน้าพ่อกับแม่เวลาพูดเรื่องนี้แล้ว ดูรู้ว่าไม่ค่อยสบายใจ ทำให้เวลาหลังเลิกเรียนหลังจากนั้น ฉันนั่งตะโกนว่า………(ชื่อเจ้าของโรงเรียน)…บ้าเลือดๆ (น่าจะจำมาจากในทีวี) เผื่อให้ครูได้ยินและไปบอกเจ้าของโรงเรียน ฉันทำแบบนั้นไปอีก 2-3 วัน พอไม่ได้ผลอะไร เลยเลิกทำ (ดีแล้วที่เค้าไม่ไล่ออก)

อ่านเพิ่มเติม “ความรู้สึกขาดในวัยเด็ก”

ความคิดช่วยเสริมแรง ขยายขนาด และความจริงจัง

ใครเป็นคนคิดมาก คิดวนเวียน ไม่มีประเด็น ไม่ค่อยอยู่กับความเป็นจริง ยกมือขึ้น (มีฉันยก 1 อัตรา)
ฉันได้บทเรียนนี้จากการซื้อล็อตเตอรี่ค่ะ

มีอยู่ช่วงหนึ่ง (สมัยสาวๆ^^) ฉันอยู่ใกล้คนที่ติดซื้อล็อตเตอรี่ และมักซื้อแบบยกชุด หรือไม่ก็ทีละหลายๆใบ ฉันจึงเริ่มมีความคิด ความเชื่อเอนเอียงไปในทางนั้นโดยไม่รู้ตัว

อ่านเพิ่มเติม “ความคิดช่วยเสริมแรง ขยายขนาด และความจริงจัง”

เด็กน้อยหน้าร้านเกี้ยมอี๋

คนเรานี่ ลึกๆแล้วไม่ค่อยเปลี่ยนนะคะ อืม พูดโดยทั่วไปอาจไม่ถูก อาจเป็นตัวฉันนี่แหละค่ะ ที่ไม่ค่อยเปลี่ยน

ตอนเด็กๆอายุประมาณ 4-5 ขวบ ฉันก็จำไม่ค่อยได้ แต่ก็เป็นเพียงไม่กี่เหตุการณ์ที่จำได้ถึงวันนี้ คือ มีวันหนึ่งพ่อฉันมีธุระต้องไปแถวเสาชิงช้า แล้วเลยไปกันทั้งครอบครัว ซึ่งช่วงเวลาที่ไปคือช่วง 6 โมงเย็นเป็นต้นไป ธุระของพ่อเสร็จประมาณ 2-3 ทุ่ม แม่คงกลัวว่าพวกเราจะหิว เลยพาเดินไปสั่งเกี้ยมอี๋ (ซึ่งเป็นเส้นที่ไม่ค่อยจะฮิตเลย^^) ฉันก็เดินตามไปติดๆ แม่สั่งแล้วก็ฝากพี่สาวให้ดูแลฉัน ส่วนแม่ก็ไปต้อนพี่ๆคนอื่นไม่ให้แตกกลุ่มกัน ชามแรกที่ทำ แม่ค้าก็ยื่นให้คนอื่น ชามที่สอง แม่ค้าก็ยื่นให้คนอื่น อีก ฉันโมโหมาก ว่าทำงี้ได้ไง แม่สั่งไว้แล้วนี่ ฉันเลยดิ้นๆโวยวาย หน้ารถเข็นนั่นเอง ว่าทำไมไม่ให้ฉัน แม่ก็เลยเดินเข้ามา ปลอบว่า ต้องต่อคิวนะลูก ฉันไม่เข้าใจคิวคืออะไร เพราะตอนมาสั่ง ไม่เห็นมีใครยืนหน้ารถเข็นเลย ความทรงจำของฉันก็จำได้แค่นี้ เหมือนรูดม่านปิดเหตุการณ์นั้นไป

อ่านเพิ่มเติม “เด็กน้อยหน้าร้านเกี้ยมอี๋”

“อ่อ” ง่ายกว่า

ฉันเป็นคนติดดี ติดความเป็นคนดี มากๆเลยค่ะ เวลาที่ทำอะไรพลาดไป ก็จะวนเวียนคิดเรื่องในอดีตที่จบไปแล้ว แล้วก็คิดว่า ทำไมไม่ทำอย่างนั้นนะ ทำไมไม่ทำอย่างนี้นะ

เนื่องจากฉันอยากให้มันดี ทั้ง 3 กาล อดีต ปัจจุบัน และอนาคต แบบชนิดไม่ให้มีอะไรพลาดเลย ทั้งๆที่มันตรงกันข้ามกับความเป็นจริงของโลกนี้ เลยเอาแต่คิดจะแก้อดีต วางแผนลมๆให้อนาคต เลยไม่ได้อยู่กับปัจจุบันเลย พอเขียนถึงตรงนี้ รู้สึกว่าตลกดีค่ะ ทำไปด้ายยย (ปัจจุบันก็ยังทำอยู่ ฟุ่ยยย)

อ่านเพิ่มเติม ““อ่อ” ง่ายกว่า”